Tuesday, November 29, 2011

Music of the Islands


ดนตรีชาวเกาะ


ผมได้ยินนักดนตรีสองคนคุยกัน คนหนึ่งเล่นอยู่แถวหน้าหาดป่าตอง อีกคนหนึ่งเล่นที่ผับในตัวเมืองภูเก็ต นักดนตรีหน้าหาดเลกเชอร์ให้รุ่นน้องได้รับรู้ถึงคุณสมบัติ, ความเก๋า และความรอบตัวในการเลือกเล่นเพลง ซึ่งต้องปรับโปรแกรมเพลงให้เป็นที่ถูกใจแขกหลากหลายเผ่าพันธุ์ ผมฟังแล้วคันปาก ได้แต่นึกค้านอยู่ในใจว่า ทำไมเราถึงไม่คิดขายความเป็นไทย ความเป็นภูเก็ตของเรากันบ้างนะ? ช่วยกันสร้างแบรนด์ดนตรีของเราขึ้นมา แทนที่จะลอกกากของฝรั่งขายกินไปวัน ๆ แต่แล้วก็ต้องรีบปลงในฉับพลัน เมื่อนึกได้ว่าระบบการศึกษาของบ้านเราแทบจะไม่ได้สอนให้เด็กเราคิด ทั้ง ๆ ที่เด็กไทยโดยทั่วไปนั้น ผมกล้ารับประกันว่าไม่โง่กว่าเด็กชาติไหนในโลกนี้ ครั้นจะไปโทษครูก็กระไรอยู่ เพราะครูก็ถูกถ่ายทอดมาแบบเดียวกันกับเด็กที่เขาส่งต่อความรู้ให้

ย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว สมัยที่ผมทำงานให้กับสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นักดนตรีภูเก็ตได้ประสบกับปัญหาโดนนักดนตรีต่างชาติแย่งงานจนเดือดร้อนกันมาก ทางสมาคมดนตรีฯ ได้ร้องเรียนไปยังส่วนราชการ ท่านผู้ว่าฯ เจด็จ อินสว่าง ในสมัยนั้นได้เชิญตัวแทนนักดนตรีและผู้ประกอบการธุรกิจด้านโรงแรมมาร่วมกันถกหาทางออก และทางแรงงานจังหวัดก็ได้ออกหนังสือเตือนไปยังโรงแรมต่าง ๆ ให้กวดขันในการว่าจ้างนักดนตรีต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำการแสดง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ผมเคยเสนอในตอนประชุมของกรรมการสมาคมดนตรีฯ ให้สอดแทรกจุดขายความเป็นไทยของเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ คือ การอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และต้องประกาศด้วยความภูมิใจให้แขกได้รับรู้ถึงพระปรีชาสามารถในด้านดนตรีของในหลวงของเราด้วย และการดึงให้แขกได้เข้ามามีส่วนร่วมกับวงดนตรี จะเป็นการสร้างความประทับใจที่ดีเยี่ยม อาจจะเป็นไฮไลต์ของการเดินทางมาเที่ยวไทยเลยทีเดียว ที่ได้มารำวงอย่างสนุกสนานบนฟลอร์เล็ก ๆ หน้าวงดนตรี เฉกเช่นถ้าเราได้ไปเที่ยวฮาวายแล้วได้รำฮูล่ากับสาวฮาวาย ถ้าเราขายความเป็นตัวตนของเราเองได้ เราก็ไม่ต้องหวังเหวิดว่านักดนตรีต่างชาติจะมาเล่นเพลงไทยแย่งงานเรา แต่จะตกงานเพราะสาเหตุอื่น ตอนปลายปีที่แล้ว มีวงดนตรีนำแนวทางนี้ไปปฏิบัติ ปรากฏว่าได้ผลดี แฮปปี้ทั้งแขกต่างชาติและจีเอ็มของโรงแรม

เอกลักษณ์ดนตรีของเกาะภูเก็ต ถ้าไม่ได้รับการเห็นดีเห็นชอบและสนับสนุนอย่างจริงจังต่อเนื่องจากผู้นำท้องถิ่น กำหนดให้วัฒนธรรมรำวงรองเง็งเป็นนโยบายแห่งเกาะ เฉกเช่นที่ศิลปะบาติกภูเก็ตได้แจ้งเกิดไปแล้วนั้น คงต้องใช้เวลาคลำหากันอีกนาน กว่าจะตกผลึกออกมาเป็นต้นแบบได้

ว่าแล้วผมขออนุญาตคลายเครียดด้วยการเป็นไกด์นำทัวร์ไปฟังเพลงยังเกาะต่าง ๆ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากไปทิ้งรอยเท้าไว้บนผืนทราย โดยมีดนตรีเป็นตัวช่วยดึงดูดนักเดินทางให้ก้าวเท้าไปประทับพื้นถิ่นเขามากขึ้นดีกว่า เผื่อจะได้แนวทางมาสร้างเพลงเกาะภูเก็ตของเรากัน

เกาะบาหลี ฉายา “อัญมณีแห่งมหาสมุทรอินเดีย” ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากภูเก็ตมากนักเป็นจุดแรกที่เราจะไปแวะ เขามีดนตรี “แกมะแลน” (Gamelan) ซึ่งหนักไปทางเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะเป็นตัวหลัก มีทั้งฆ้อง, ระนาด, ฉาบ และกลอง เป็นต้น สำหรับหูคนไทยแล้วสำเนียงของแกมะแลนไม่ได้ชวนให้ตื่นเต้นอย่างที่ฝรั่งเอาไปโหมประโคม เพราะเรารับอิทธิพลของดนตรีชวามานานนับร้อยปีแล้ว จนซึมเข้าสายเลือดหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของไทย ๆ ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด เราจะรู้สึกคุ้นเคยกับบางช่วงที่ไม่แตกต่างกับฟังเพลงไทยเดิม หรือบางเพลงของเขาชวนให้ย้อนอดีตนึกถึงวัยเด็กที่นั่งดูหนังตะลุงกลางแปลง







หมู่เกาะฮาวายในมหาสมุทรแปซิฟิก รัฐอโลฮา(Aloha State) ของอเมริกา นอกจากสภาพธรรมชาติสวยงามที่เขามีอยู่มากมายหลากหลาย ซึ่งรักษาสภาพไว้อย่างดีเพื่อขายกินกันได้นาน ๆ เขามีดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นชัดเจนมาก ด้วยเสียงกีตาร์ฮาวายไหวพลิ้ว กล่อมให้นักท่องเที่ยวเคลิบเคลิ้มไปในบรรยากาศของหาดทราย สายลม สองเรา หรือใช้บรรเลงประกอบการส่ายสะโพกในลีลาฮูล่าของสาวโพลีเนเชียนพื้นเมือง เสน่ห์ของกีตาร์ฮาวายโปรยไปทั่วแผ่นดินใหญ่ของอเมริกาตั้งแต่สมัยทศวรรษที่สามสิบ ทั้งยังเป็นต้นแบบของสตีลกีตาร์ (Steel Guitar) ของดนตรีคันทรีด้วย และยังมี “สแลกคีย์กีตาร์” (Slack Key Guitar) สไตล์การเล่นเกากีตาร์แบบเฉพาะตัวของฮาวาย ที่มีความเป็นมาย้อนหลังเท้าความไปเกือบ 200 ปี ถึงสมัยที่ต้องอิมพอร์ตแรงงานต่างด้าวมาทำงานด้านเกษตรกรรมจากสเปนและเม็กซิโก ซึ่งหิ้วกีตาร์มาเป็นเพื่อนแก้เหงาด้วย เพราะคนฮาวายพื้นเมืองหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ค่อยจะยอมทำงานประเภทขายแรงงาน








ผมเคยเรียบเรียงเพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช “เกาะในฝัน” (Dream Island) สำหรับเดี่ยวกีตาร์คลาสสิกให้นักกีตาร์เยอรมันหัวใจไทย ฮัคกี้ ไอเคิลมานน์ (Hucky Eichelmann) เมื่อหลายปีก่อน ในสไตล์การเล่นกีตาร์แบบสแลกคีย์นี้ และในวันนี้ผมก็ยังเล่นเพลง “เกาะในฝัน” กับคุณณรงค์ หงส์หยก ซึ่งเล่นกีตาร์ฮาวายได้หวานจับใจมาก คนทุ่งคาเราได้ซึมซาบในเสียงเพลงฮาวายผ่านปลายนิ้วคุณณรงค์ หงส์หยกมากว่า 40 ปีแล้วครับ ในขณะที่คนรุ่นใหม่บนเกาะต้นแบบกลับฝักใฝ่ปันใจให้กับลีลาเร็กเก จนกลายพันธุ์เป็นจาไวเอียนเร็กเก (Jawaiian Reggae) ซึ่งเขาทำออกมาได้ดีน่าสนใจมากครับ และยังมีฮาวายเอียนฮิพฮอพ (Hawaiian Hip Hop) อีกด้วย


จาเมกา ที่คนไทยเรียกผิด ๆ ตามกันมานานว่า จาไมกา จนเป็นที่ยอมรับกันแบบไทย ๆ ไปแล้ว ก็ภาษาอังกฤษมันเขียน Jamaica นี่หว่า คนโบราณเขาจะไปรู้ได้ยังไงว่า เขียนอย่างนี้แล้วดันอ่านออกเสียงเพี้ยนไม่เหมือนตัวสะกด สมัยก่อนไม่มี Talking Dictionary แบบพกพา หรือถาม Dictionary.com ทางอินเตอร์เน็ตให้ออกเสียงคลายข้องใจได้อย่างทันอกทันใจเหมือนวันนี้

จาเมกาเป็นประเทศเกาะในแถบทะเลคาริเบียน ทางใต้ของคิวบา นอกจากจะขายหาดทรายขาว ฟ้าใส ทะเลสวยเหมือนภูเก็ตแล้ว เขายังมีโกปี๊บลูเมาเทนที่คุยได้เต็มปากว่า ดีที่สุดในโลก แต่ตัวโปรโมตให้คนทั้งโลกได้รู้จักกับจาเมกากันอย่างดี ต้องยกเครดิตให้กับดนตรีเร็กเก (Reggae) จากเกาะนี้ ไม่ใช่แค่ดนตรีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังส่งอิทธิพลครอบงำเลยเถิดไปถึงวิถีชีวิตด้วย เป็นอะไรที่แรงมาก ๆ เลย ไม่เบากว่ายุควัยรุ่นที่โตขึ้นมากับแนวดนตรีร็อกเซเวนตี้ จะต้องไว้ผมยาว ใส่เสื้อยืด กางเกงยีน เมื่อสองปีที่แล้วผมไปเที่ยวเกาะยาวน้อย ได้เจอทีมไกด์นำเที่ยวเกาะและปีนเขา พวกเขามีไลฟ์สไตล์แบบรัสตาฟารี (Rastafari) ของคนเร็กเกเต็มตัวเลย ก็ดูกลมกลืนดีกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติของเกาะยาว ในภูเก็ตเราก็มีผับเฉพาะของคนผมฟั่นเชือก มองเห็นสีอาคารสดใสด้วยเขียวเหลืองแดงผาดเดียว แวะเข้าไปสัมผัสบรรยากาศได้เลย






แล้วเราแวะปิดรายการทัวร์ที่เคปเวอร์ด (Cape Verde) เกาะเล็ก ๆ นอกชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา ไปฟังคุณป้าเซซาเรีย แอวอรา (Cesaria Evora) "ราชินีเท้าเปลือย" หรือจะเรียกแบบบ้านเราก็น่าจะประมาณว่า "ราชินีตีนเปล่า" เธอกล่อมด้วยน้ำเสียงกลั่นมาจากใจ สื่อความหมายด้วยภาษาปอร์ตุเกส ที่ผมฟังไม่กระดิกหู แต่รับรู้ได้ในอารมณ์ของภาษาคนธรรพ์ ทำนองพื้นบ้านบนลีลาดนตรีเนิบ ๆ ใส ๆ กึ่งบอสซาโนวา กึ่งลาติน ฟังสบายหูของสไตล์มอร์นา (Morna) แห่งเคปเวอร์ด








มีโอกาสผมอยากจะเขียนเจาะลึกเรื่องดนตรีของแต่ละเกาะที่เกริ่นมาแล้วและอีกหลายๆเกาะในรายละเอียด ไล่เรียงกันไปทีละเกาะ ครั้งหน้าตั้งเป้าไว้ว่าจะพาไปฟังเพลงของเกาะแมนฮัตตัน แต่คงใช้เวลาพอสมควรในการเดินทาง เพราะจะเริ่มทัวร์จากเมืองนิวออร์ลีน




(ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร Phuket Bulletin ฉบับที่ 86 กรกฎาคม 2009)






Saturday, August 13, 2011

คอร์ด(Chords)(1)



คอร์ด(Chords)
คือ กลุ่มโน้ตตั้งแต่สามตัวขึ้นไปที่เปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน
โดยปกติแล้ว คอร์ด จะต้องประกอบขึ้นด้วยโน้ตตั้งแต่สามตัวขึ้นไป ถ้าต่ำกว่านั้นก็ไม่ใช่คอร์ด โน้ตสองตัวที่มามีความสัมพันธ์กันก็จัดเป็นอินเตอร์วัล ที่เราเพิ่งผ่านมาหยกๆนั่นเอง

คราวนี้กีตาร์ขาร็อกที่กระแทก ”พาวเวอร์คอร์ด” (Power Chord) ในเพลงอย่าง “Smoke On The Water” ของวง Deep Purple ก็คงข้องใจเกิดความสงสัยว่า เจ้า”พาวเวอร์คอร์ด” ที่เราเล่นอยู่นี้ มันมีโน้ตแค่ 2 ตัวเองนี่หว่า? ทำไมจึงมาบอกว่า คอร์ดต้องมี 3 โน้ตขึ้นไป? งงหว่ะ...? แล้วมันจะเอายังไงกันแน่... (วะ)?

ครับ! “พาวเวอร์คอร์ด” ที่ใช้แค่ 2 โน้ต ตามหลักการแล้วต้องเป็นอินเตอร์วัล แต่ดันมาเรียกว่าคอร์ด ก็น่าจะทำความสับสนให้กับพวกที่เรียนโน้ตได้ขมวดคิ้วกันอยู่ ถ้าไปถามใครแล้วได้คำตอบที่ยังไม่หายคาใจ ลองมาดูคำเฉลยนี้กัน

คำว่า “พาวเวอร์คอร์ด” ที่ใช้เรียกกันจนติดปากในชุมชนชาวร็อกนั้น หมายถึง เอ็ฟเฟ็กท์ทางเสียงที่เกิดจากการเล่นกีตาร์ผ่านแอมป์ที่เปิดดังมากๆ จนเสียงแตกพร่า (Distortion) หรือเล่นผ่านเอ็ฟเฟ็กท์ที่ทำให้เกิดเสียงแตก ด้วยตัวโน้ตที่ผสมออกมาเป็นอินเตอร์วัลคู่ห้าเปอร์เฟ็กต์ (P5) หรือคู่เสียงผกผันของมัน ซึ่งก็คือคู่สี่เปอร์เฟ็กต์ (P4) อาจจะเสริมโน้ตอ็อกเทฟซ้ำให้เสียงหนักแน่นขึ้น หรือไม่เสริมก็ได้ เสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของสายกีตาร์ มีผลให้โน้ตที่เล่นบันดาลเสียงโอเวอร์โทน (Overtone) คือ เสียงต่างๆอีกหลายเสียง อันเกิดจากความถี่ของคลื่นเสียงนั้นในระดับสูงขึ้นไป ผสมกันออกมาเป็นเนื้อเสียง (Timbre) ของเครื่องดนตรีนั้น การประกบกันของโน้ต 2 เสียงเป็นคู่ห้านี้ ให้ความกลมกลืน ส่งเสริมพลังกันดีมาก สามารถเล่นได้เสียงดังจนลำโพงหวีดหอน โดยไม่มีปัญหาความขัดแย้งในความถี่ของคลื่นเสียงเลย แต่ถ้าเติมตัวโน้ตลำดับที่สามเข้ามาแจมด้วยเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นตัวสามเมเจอร์หรือสามไมเนอร์ เสียงโอเวอร์โทนของคู่สามจะเข้ามาก่อกวน ทะเลาะมีปัญหากับเสียงอื่นทันที จนอยู่กันไม่ได้ เลยต้องโดนกีดกันออกไป ไม่ให้มาร่วมตะโกนเสวนาด้วย

นั่นก็เลยเป็นสาเหตุว่า ทำไม “พาวเวอร์คอร์ด” จึงมีเพียงแค่ 2 โน้ต ซึ่งแทนที่จะเรียกว่า Bare Fifth ตามศัพท์ดั้งเดิมที่เขาเรียกกันมานานแล้ว กลับดันทุรังมาตั้งชื่อเรียกใหม่เป็น “พาวเวอร์คอร์ด” ให้คนสับสน หลงผิดอีกต่างหาก

ก็ขอฟันธงไว้ตรงนี้เลยว่า “พาวเวอร์คอร์ด” ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นคอร์ดอย่างแน่นอน และถ้าคุณไปเจอครูหรืออาจารย์ดนตรีไม่ว่าจะเก๋าระดับไหนก็ตาม มาบอกว่า คอร์ดประกอบด้วย 2 โน้ต ก็โต้ตอบตอกกลับไปได้เลยว่า “ผิด”

ในแนวดนตรีตะวันตกที่เราศึกษานั้น โดยทั่วไปแล้ว คอร์ดสร้างขึ้นมาจากการผสมในหลายๆรูปแบบของคู่สามเมเจอร์ และคู่สามไมเนอร์ โดยการใช้โน้ตตัวเว้นตัวจากสเกล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสเกลที่เราเลือกนำมาใช้สร้างคอร์ด ซึ่งจะมีความเข้าใจดีขึ้น เมื่อติดตามศึกษาตามลำดับต่อไป

ไตรแอด(Triad)

ในลำดับแรกของการศึกษาเรื่องคอร์ด เราจะเริ่มกันที่ไตรแอด (Triad) คือ คอร์ดที่ประกอบด้วยโน้ต 3 ตัว (คำว่า Tri มาจากภาษาลาติน และภาษากรีก แปลว่า 3 ซึ่งมีความหมายและวิธีใช้เหมือนกับคำว่า ไตร หรือตรี ในภาษาไทย)

ไตรแอดมีแบบพื้นฐานอยู่ 4 ชนิด คือ เมเจอร์(Major) ไมเนอร์(minor) ดิมินิช(diminished) และอ็อกเม็นเต็ด (Augmented)

ตัวอย่างที่ 1 แสดงถึงไตรแอดทั้ง 4 ชนิด ซึ่งสร้างจากฐานโน้ต C

ตัวอย่างที่ 1

C Major Triad = C E G
C Minor Triad = C Eb G
C Augmented Triad = C E G#
C Diminished Triad = C Eb Gb

จากตัวอย่างที่ 1 เราสามารถนำมาเปรียบเทียบกับโครงสร้างของเมเจอร์สเกล และสรุปออกมาเป็นสูตรการสร้างคอร์ดไตรแอดได้ โดยแปลงลำดับขั้นของเมเจอร์สเกลให้เข้ากับโครงสร้างของคอร์ดไตรแอด ดังนี้

สูตรการสร้างคอร์ดไตรแอดแปลงจากเมเจอร์สเกล

Major Triad = 1 3 5
Minor Triad = 1 b3 5
Augmented Triad = 1 3 #5
Diminished Triad = 1 b3 b5

สูตรนี้สำคัญมาก ต้องจำให้ขึ้นใจ เป็นวิธีสร้างและวิเคราะห์คอร์ดได้รวดเร็วกว่าวิธีอื่น เป็นระบบที่หลักสูตรนี้ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า เราจะยึดเมเจอร์สเกลเป็นหลักในการนำไปสัมพันธ์กับความรู้ใหม่ ที่ได้เรียนเพิ่มเติมหลังจากนั้น คนที่ได้ทำการบ้านจนทะลุปรุโปร่งในเมเจอร์สเกลทุกลำดับขั้นในทุกคีย์ มาถึงขั้นนี้และขั้นต่อไปก็จะไม่มีปัญหา ใครที่ยังไม่คล่องก็จะยิ่งไม่สนุก โดนทิ้งห่างไปเรื่อยๆ จนในที่สุดต้องยกธงขาว ขอโหวตตัวเองออกไปจากคอร์สนี้ เรายังเพิ่งจะเริ่มต้นกันไม่ไกล ตอนนี้ยังไม่สายที่จะย้อนกลับไปฟิตให้คล่องในเมเจอร์สเกล แล้วจะยิ่งซาบซึ้งในคุณค่าของมัน เมื่อศึกษาขึ้นไปในระดับสูง

วิธีสร้างคอร์ดไตรแอดที่พูดถึงในตอนแรก โดยการเอาอินเตอร์วัลคู่สามเมเจอร์และคู่สามไมเนอร์มาผสมกันในหลายรูปแบบ คือ สูตรเมเจอร์ไตรแอดก็จะเป็น คู่สามเมเจอร์ผสมกับคู่สามไมเนอร์ จากตัวอย่างที่ 1 คอร์ด C Major Triad ประกอบด้วยตัวโน้ต 3 ตัว คือ C, E และ G จะเห็นว่าช่วงห่างระหว่าง C และ E เป็นอินเตอร์วัลคู่สามเมเจอร์ และช่วงห่างระหว่าง E และ G เป็นอินเตอร์วัลคู่สามไมเนอร์ สำหรับสูตรของไมเนอร์ไตรแอดก็คือ คู่สามไมเนอร์ผสมกับคู่สามเมเจอร์ เป็นต้น การฝึกหาคอร์ดโดยวิธีนี้ เป็นการลับสมอง ซ้อมความคล่องในการหาอินเตอร์วัลดีเหมือนกัน

นอกจากนั้น เราอาจจะสร้างคอร์ดไตรแอดโดยวิธีนับจากระยะห่างของเสียงก็ได้เหมือนกัน จากตัวอย่างที่ 1 คอร์ด C Major Triad ประกอบด้วยตัวโน้ต 3 ตัว คือ C, E และ G จะเห็นว่าช่วงห่างระหว่าง C และ E มีระยะห่างกันสองเสียงเต็ม (4 ครึ่งเสียง) และช่วงห่างระหว่าง E และ G มีระยะห่างกันหนึ่งเสียงครึ่ง (3 ครึ่งเสียง) สูตรเมเจอร์ไตรแอดโดยวิธีนี้ ก็จะได้เป็น 2+1 1/2 เสียง หรือ 4+3 ขั้นของครึ่งเสียง ใครที่ชอบนับระยะห่างของเสียงก็ขอแนะนำให้ใช้วิธีนี้


แผนผังแสดงเปรียบเทียบวิธีสร้างไตรแอด 3 แบบ










เลือกใช้กันตามกิเลสนะครับ ไม่บังคับกัน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ให้ได้ผลลัพธ์เร็วที่สุด




(ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร Overdrive ฉบับที่ 107 มิถุนายน 2007)







Thursday, April 21, 2011

Colina Serrano Project


โคลินา แซร์ราโน โปรเจ็คท์
เมื่อศิลปินสเปนขึ้นเวทีจุดประกาย




จากเวทีดนตรีทางเลือกที่เปิดพื้นที่ให้แก่การแสดงออกอย่างเต็มที่ของคนดนตรีตัวจริงในบ้านเรา ทั้งรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ เมื่อมาถึง จุดประกาย คอนเสิร์ต ซีรีส์ # 44 นับเป็นวาระของการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้ฟังอีกครั้ง ด้วยการแสดงดนตรีของศิลปินระดับ "เวิลด์-คลาส" จากประเทศสเปน

ในนาม "โคลินา แซร์ราโน โปรเจ็คท์" (Colina Serrano Project) ซึ่งมาจากการรวมตัวเฉพาะกิจ โดย 2 นักดนตรีที่ไม่ธรรมดา คนหนึ่งคือมือเบสระดับพระกาฬ ฮาเวียร์ โคลินา (Javier Colina) ส่วนอีกคนหนึ่ง เป็นมือฮาร์มอนิกาที่ฉายแววศักยภาพอย่างน่าติดตาม อันโตนิโอ แซร์ราโน (Antonio Serrano) พวกเขามีเพื่อนนักดนตรีอีก 2 คน คือ มาร์ค มารัลตา (Marc Miralta) มือกลอง และ มาเรียโน ดิอาซ (Mariano Diaz) มือเปียโน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์เสียงดนตรีในแนวทางประสมประสาน ระหว่างความเป็นแจ๊ส บลูส์ กับชีพจรดนตรีลาติน ให้ได้ลงตัวและเป็นเอกภาพ

ฮาเวียร์ โคลินา นั้นเป็นที่รู้จักในแวดวงลาตินแจ๊ส และฟลาเมงโก มาเนิ่นนาน เคยร่วมงานกับศิลปินแจ๊สคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น แฮงก์ โจนส์, จอร์จ เคเบิลส์ เรื่อยมาจนถึงนักกีตาร์ชื่อดังอย่าง โตมาติโต และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำหน้าที่เป็นมือเบสให้แก่ปรมาจารย์เพลงแอโฟร-คิวบัน อย่าง บีโบ วัลเดส (Bebo Valdes) ในการแสดงสดที่ เดอะ วิลเลจ แวนการ์ด ในนครนิวยอร์ก ซิตี

ขณะที่ อันโตนิโอ แซร์ราโน จัดเป็นสุดยอดของนักเป่าฮาร์มอนิการ่วมสมัย นับจากยุคของ ทู้ทส์ ธีลแมนส์ เป็นต้นมา แซร์ราโน เรียนรู้เครื่องดนตรีชิ้นเล็กๆ ที่ไม่ธรรมดานี้มาตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านการบ่มเพาะฝึกซ้อมกับพ่อ ซึ่งเป็นทั้งนักฮาร์มอนิกาและครูสอนฮาร์มอนิกา ก่อนจะก้าวออกมาแสวงหาหนทางของตนเอง เขาทดลองใช้ฮาร์มอนิกาบรรเลงเพลงทุกสไตล์ ตั้งแต่คลาสสิก โฟล์ค จนถึงเพลงที่เน้นหนักด้านอิมโพรไวเซชั่นอย่าง แจ๊ส แต่บางครั้งยังพบว่ามีข้อจำกัดมากมาย

จนครั้งหนึ่ง แซร์ราโน ได้ฟังนักฮาร์มอนิกา แลร์รี แอดเลอร์ (Larry Adler) เป่าเพลง Romanian Rhapsody ของ อีเนสกู (Enescu) นักประพันธ์ดนตรีชาวโรมาเนียน จากนั้นชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อพบว่ายังมีไอเดียและหนทางใหม่ๆ สำหรับการบรรเลงฮาร์มอนิกา โดยที่ยังรักษาแบบแผนของบทประพันธ์ไปพร้อมๆ กันได้

ในเวลาเดียวกัน แซร์ราโน เรียนรู้ทำความเข้าใจองค์ประกอบด้านอื่นๆ ของดนตรี ทฤษฎีดนตรี , เสียงประสาน แม้กระทั่งเครื่องดนตรีอื่นๆ อย่าง ไวโอลิน เขายังได้รับอิทธิพลจากนักฮาร์มอนิกาคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ทู้ทส์ ธีลแมนส์ , สตีวี วันเดอร์ จนถึงศิลปินบลูส์ผิวสีอย่าง ซันนี บอย วิลเลียมสัน และยังเปิดโลกให้แก่ดนตรีที่หลากหลาย ตั้งแต่ บาค, ชาร์ลี พาร์คเกอร์, ไมล์ส เดวิส , จอห์น โคลเทรน, อัสตอร์ เพียซซอลลา และ ปาโก เดอ ลูเชีย

สำหรับการแสดงของ Colina Serrano Project ที่กรุงเทพมหานครในครั้งนี้ นับเป็นการโคจรกลับมาพบกันอีกครั้งของ 2 ศิลปินระดับยอดฝีมือกับวงดนตรีของพวกเขา หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จจากเทศกาลแจ๊สในยุโรปมาแล้ว พร้อมๆ กับอัลบั้มชื่อเดียวกัน ที่ออกกับ "ยูนิเวอร์ซัล สเปน" โดยการแสดงสดของพวกเขายังถือเป็นส่วนหนึ่งของการทัวร์ในเอเชีย โดยเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ ต่อเนื่องด้วยฟิลิปปินส์ , อินโดนีเซีย และ ญี่ปุ่น

จุดประกาย คอนเสิร์ต ซีรีส์ # 44 ศิลปิน Colina Serrano Project จัดขึ้นโดย นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับ สถานทูตสเปนประจำประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนของ A.C.T ศูนยบำรุงรักษารถยนต์ครบวงจร จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม 2554 เวลา 19.30 น. (ประตูเปิด 19.00 น.) ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก บัตรราคา 500, 800 และ 1000 บาท มีจำหน่ายที่ไทยทิคเก็ทเมเจอร์ โทร.02-2623456


ใครที่สนใจ ต้องการไปดูคอนเสิร์ตนี้ มีตั๋วฟรี 2 คู่ สำหรับ 2 ชื่อแรกที่ส่งเข้ามาในคอมเมนต์นี้ครับ





.

Thursday, February 10, 2011

108 Music







พบกับอาจารย์เฒ่า “สำราญ ทองตัน”

ในรายการ ร้อยแปดดนตรี : one-o-eight music

สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส

ศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 23.00 น. (ตี 11)


ดูย้อนหลังได้ที่

http://www.thaipbs.or.th/clip/index.asp?content_id=293458&content_category_id=728



ศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 23.00 น.


พบกันในช่วง Musical Life


ดูย้อนหลังได้ที่


http://www.thaipbs.or.th/clip/index.asp?content_id=295042&content_category_id=728







Monday, January 24, 2011

JAZZ (1987)



วันก่อนลูกสาว อยากรู้เรื่องราวของแจ๊สโดยสังเขป ผมก็เลยส่งบทความเก่าอันนี้ไปให้ ซึ่งเขียน
ไว้นานมากแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2530 อันเป็นช่วงเวลาที่ใครฟังแจ๊สแล้วเท่ห์ ซึ่งยังลากยาวมาจนถึงวันนี้ กระแสแจ๊สก็ยังรักษาระดับอินเทรนด์อยู่ แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว แจ๊สที่เขาว่าแจ๊สจังแล้ว จะไม่ได้เข้าข่ายแจ๊สจริง อย่างที่คอแจ๊สพันธุ์แท้เขาฟันธงก็ตาม ผมขออนุญาตเอาของเก่า ซึ่งคิดว่ายังน่าจะมีประโยชน์อยู่มาฉายซ้ำ รักษาอารมณ์เก่าๆ ให้คนใหม่ที่เพิ่งมาอ่านได้รับรู้ โดยไม่มีการอัพเดท แก้ไข เปลี่ยนแปลง คิดว่ายังน่าจะเป็นตัวช่วยแนะนำให้รู้จักแจ๊ส สำหรับมือใหม่หัดฟัง เหมือนเมื่อครั้งกระโน้น


วามเป็นมาของแจ๊สที่แท้จริงนั้น ยังไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัด ที่เราได้อ่าน ได้ฟังกันมาก็เกิดจากการคาดเดาต่างๆนานาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นที่มาของชื่อ หรือสถานที่จุดเริ่มต้น หรือนักดนตรีผู้ริเริ่มการเล่นแจ๊ส แต่ที่รู้ๆกันอยู่ก็คือ แจ๊สได้กลายเป็นดนตรีที่มีคนชื่นชมไปทั่วทุกมุมโลกในศตวรรษที่ 20 นี้ แม้แต่บ้านเราในปีท่องเที่ยวไทย 1987 แจ๊สก็เป็นส่วนประกอบอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงรสนิยมอันสุนทรียะของคนหนุ่มสาวยุคใหม่

ตำนานเล่าขานกันมาว่า นักดนตรีแจ๊สคนแรกชื่อ บัดดี้ โบลเด็น (Buddy Bolden) นักเป่าคอร์เน็ตจากนิวออร์ลีน ผู้ซึ่งภายหลังเกิดคลุ้มคลั่งเสียสติ และจบชีวิตในโรงพยาบาลบ้า

เมืองนิวออร์ลีน ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของอเมริกา ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 รับเอาวัฒนธรรมของฝรั่งเศสและสเปน ที่เคยครอบครองดินแดนแถบนี้มาก่อน ผสมกับวัฒนธรรมจากหมู่เกาะคาริเบียนและทวีปแอฟริกาที่ติดตัวมากับทาสนิโกร หล่อหลอมออกมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ดนตรีที่ออกมาจากนิวออร์ลีนก็มีลักษณะพิเศษ ที่ผิดแปลกไปจากแนวอื่นๆ ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันว่า “แจ๊ส”


ในปี 1917 โลกภายนอกได้มีโอกาสฟังดนตรีจากนิวออร์ลีนเป็นครั้งแรก
ผ่านทางแผ่นเสียงของวงแจ๊สเด็กหนุ่มผิวขาว “ออริจินัลดิ๊กซีแจ๊สแบนด์” (Original Dixie Jazz Band) ซึ่งได้มีโอกาสอัดเสียงแนวดนตรีที่พวกเขาได้ฟังจากวงคนดำ และจำมาหัดเล่นตามอย่าง ทำให้แจ๊สเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปตั้งแต่นั้นมา







นี่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการชุบมือเปิบของนักดนตรีฝรั่งผิวขาว ไปสู่ความมั่งคั่งและชื่อเสียง ในขณะที่นักดนตรีผิวดำต้นแบบยังต้องอยู่อย่างลำบากแร้นแค้นไม่มีใครรู้จัก


ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นิวออร์ลีนเป็นเมืองท่ายุทธภูมิที่สำคัญแห่งหนึ่ง ถิ่นสตอรีวิล(Storyville) แหล่งโลกีย์ใหญ่แห่งเมืองนี้ โดนคำสั่งทหารกวาดล้างจนสิ้นซาก นักดนตรีก็หมดที่ทำมาหากิน พากันโยกย้ายขึ้นไปทางเหนือ ไปรวมกลุ่มหาที่เล่นกันที่ชิคาโก และได้มีโอกาสอัดเสียงดนตรีนิวออร์ลีนโดยนักดนตรีดำครั้งแรกที่นี่


ครีโอลแจ๊สแบนด์(Creole Jazz Band) ของคิง โอลิเวอร์(King Oliver) เป็นวงยอดเยี่ยมวงแจ๊สของแจ๊ส วงนี้เป็นที่รวมของนักดนตรีหัวกะทิแห่งยุคนั้น ลูกวงที่โดดเด่นอย่างไม่มีใครเทียบ ไม่ว่าจะเป็นในทางฝีมือการเล่นหรือจินตนาการสร้างสรรค์ที่เหนือล้ำยุคอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นเด็กหนุ่มจากนิวออร์ลีนที่คิง โอลิเวอร์ตามตัวขึ้นไปร่วมวงที่ชิคาโก เขาบรรจงห่อคอร์เน็ตคู่ใจใส่ถุงกระดาษ เดินทางสู่เมืองใหญ่ด้วยใจหวาดหวั่น อย่างไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ต่อมาเสียงแตรของเขาได้พลิกเปลี่ยนโฉมหน้าของแจ๊สไปสู่อีกมิติหนึ่ง เขาเป็นคนวางรากฐานแห่งการเล่นแบบด้นสด (Improvise) ซึ่งกลายเป็นหัวใจของการเล่นแจ๊สตั้งแต่นั้นมา ทุกสิ่งที่เขาเล่นหรือร้องจะกลายเป็นดนตรีที่ทรงคุณค่าอย่างไม่น่าเชื่อ คงจะไม่มีใครทำได้อีกแล้ว นอกจากหลุย อาร์มสตรอง(Louis Armstrong) คนนี้คนเดียว






ผลงานจากวงฮ็อตไฟฟ์ (Hot Five) และฮ็อตเซเวน (Hot Seven) จากยุคทศวรรษยี่สิบ และสามสิบของอาร์มสตรอง เป็นมาสเตอร์พีซแห่งแจ๊สที่ควรค่าแก่การแสวงหามาฟังกัน










ทศวรรษที่สามสิบเป็นยุคเฟื่องฟูของดนตรีสวิง (Swing) นับเป็นคลื่นระลอกสาม และซัดมาแรงที่สุดแห่งแนวดนตรีแอโฟร-อเมริกัน ที่ทำให้ผู้คนคลั่งใคล้กันอย่างหนัก ต่อจากแร็กไทม์ (Ragtime) และดิ๊กซี (Dixie)

เบ็นนี กู้ดแมน (Benny Goodman) นักคลาริเน็ตอเมริกันเชื้อสายยิว ได้รับการยกย่องให้เป็น “คิงอ็อฟสวิง” (King Of Swing) ชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีทั่วไป ไม่เฉพาะแต่วงการแจ๊สเท่านั้น วงดนตรีของกู้ดแมนได้รับการยกย่องมาก ทั้งในแบบบิ๊กแบนด์และวงเล็ก












นอกจากวงของกู้ดแมนแล้ว ก็ยังมีทอมมี ดอร์ซี (Tommy Dorsey) และเกล็น มิลเลอร์ (Glenn Miller) ที่ได้รับความนิยมมาก พวกนักศึกษาหนุ่มสาวที่แห่กันไปฟังวงเหล่านี้อย่างแน่นขนัด ไม่มีใครสักคนที่จะคิดว่า นั่นเป็นดนตรีที่เอามาจากคนผิวดำทั้งดุ้น จากต้นฉบับที่แต่งโดยศิลปินดำ เฟล็ตเชอร์ เฮ็นเดอร์สัน (Fletcher Henderson) นายวงบิ๊กแบนด์ยุคบุกเบิก ผู้ริเริ่มแนวการเล่นหลายแบบของบิ๊กแบนด์ ต้องมารับจ้างเบ็นนี กู้ดแมนแต่งเพลงและอเรนจ์ เพราะไม่ได้รับการยอมรับจากฝรั่ง

ยุคสวิงที่ฮิตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นดนตรีที่เต้นรำได้ ความมันของดนตรีสวิงทำให้คนฟังรู้สึกคึกคักอยากจะเต้นไปกับเพลง สถานเต้นรำต่างก็ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เพื่อสนองความต้องการของนักเต้นรำ นับเป็นยุคที่คลั่งเต้นรำมาก

ในขณะที่นักดนตรีผิวขาวรับเละกับเพลงเต้นรำ วงของผิวดำอย่างดุ๊ก เอลลิงตัน (Duke Ellington) และเคาท์ เบซี (Count Basie) ก็ได้พัฒนาด้านศิลปะของสวิงไปจนถึงจุดอิ่มตัว ฝรั่งขาวเริ่มยอมรับวงคนดำมากขึ้น วงผสมระหว่างนักดนตรีต่างผิวก็เริ่มจะเป็นของธรรมดา









ในยุคสวิงมีนักดนตรีแจ๊สฝีมือเยี่ยมเกิดขึ้นมากมาย มาตรฐานการเล่นได้รับการพัฒนาไปสู่อีกระดับหนึ่ง เสียงเพลงที่บรรเลงโดยโคลแมน ฮอว์คิน (Coleman Hawkins), เลสเตอร์ ยัง (Lester Young), รอย เอ็ลดริดจ์ (Roy Eldridge), เท็ดดี วิลสัน (Teddy Wilson), ชาร์ลี คริสเตียน (Charlie Christian) และคนอื่นอีกมากจากยุคนี้ ยังเป็นที่ชมชอบของคอแจ๊สอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย










ตอนปลายยุคสวิง ในนครนิวยอร์ก ช่วงระหว่างปี 1940 ถึง 1944 มีนักดนตรีแจ๊สหัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่งมาคลุกคลีอยู่ด้วยกัน เพื่อคิดค้นหาวิธีการเล่นใหม่ๆ แหวกออกไปจากแนวสวิง ที่พวกเขาเล่นกันอยู่อย่างซ้ำซากคืนแล้วคืนเล่า ได้มินตัน เพลย์เฮ้าส์ (Minton’s Playhouse) บาร์แจ๊สย่านฮาร์เล็ม เป็นที่ลองของ หลังจากที่ทดลองเล่นกันอยู่นาน ดนตรีแจ๊สแนวใหม่ก็ก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมา ได้ออกมาเป็น “บีบ็อพ” (Bebop) หรือ “บ็อพ” (Bop) แนวดนตรีที่พยายามหลีกหนีแนวเก่าในทุกรูปแบบ นักดนตรีบีบ็อพนี้จะต้องมีทักษะเหนือกว่าแนวสวิง โครงสร้างดนตรีมีความซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น ไม่ใช่ดนตรีสำหรับเต้นรำหรือฟังเล่นๆ เป็นดนตรีเพื่อความสะใจคนเล่นมากกว่า ทำให้บีบ็อพไม่ได้รับความนิยมมากเหมือนสวิง แจ๊สเริ่มเป็นศิลปะ และกำลังจะก้าวไปสู่ยุคโมเดอร์นแจ๊ส (Modern Jazz)

นักเป่าอัลโตแซ็ก ชาร์ลี พาร์เกอร์ (Charlie Parker) เป็นนักดนตรีสุดยอดแห่งบีบ็อพ เสียงแซ็กที่ลื่นไหลในระดับความเร็วจัด เต็มไปด้วยลีลาและเรื่องราว ยังเป็นความมหัศจรรย์ที่ไม่มีใครเทียบได้














ช่วงปลายทศวรรษสี่สิบ ความเร้าใจอย่างไม่หยุดหย่อนของบีบ็อพ โดนแนวเรียบง่ายและนิ่มเบาของ “คูล” (Cool) เข้ามาแทนที่ โดยมีไมล์ เดวิส (Miles Davis) เด็กเก่าของพาร์เกอร์ และเล็นนี ทริสตาโน (Lennie Tristano) เป็นตัวนำขบวน






พวกนักดนตรีที่ไม่เห็นด้วยกับความนิ่มของคูล ก็หันมาเล่นแจ๊สกันอย่างเร่าร้อน คึกคัก จังหวะหนักแน่น เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและพลัง ใช้บีบ็อพเป็นแนวทาง มีมือกลองอาร์ต เบลคีย์ (Art Blakey) และมือเปียโนโฮเรซ ซิลเวอร์ (Horace Silver) นำทีมดนตรีที่เรียกว่า “ฮาร์ดบ็อพ” (Hard Bop)











ย่างเข้าทศวรรษหกสิบ แจ๊สเริ่มตกต่ำอย่างหนัก แต่กลับเป็นยุคที่แจ๊สขยายแนวออกไปอย่างกว้างขวางที่สุดในทุกวิถีทาง ไมล์ เดวิสออกแผ่น Kind Of Blue ในปี 1959 ชี้ทางการเล่นแบบใหม่โดยใช้โหมด (Mode) ซึ่งเป็นบันไดเสียงสมัยกรีกโบราณ ปลดปล่อยแจ๊สออกมาจากพันธนาการที่เต็มไปด้วยคอร์ดมากมายในแต่ละเพลง ที่ทำให้นักดนตรีไม่มีเวลาคิดสร้างสรรค์ทำนองที่สวยงาม เพราะมัวพะวงอยู่กับทางคอร์ด อัลบั้มชุดนี้ชนะใจคนฟังและนักวิจารณ์อย่างเป็นเอกฉันท์ เป็นแผ่นที่ขายดีมากและเป็นแผ่นแจ๊สที่สำคัญที่สุดชุดหนึ่ง










“ฟรีแจ๊ส” (Free Jazz) เป็นอีกแนวทางที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงที่สุด แทบจะไม่เหลือของเดิมไว้เลย แต่ก็ได้ฟื้นฟูแนวการเล่นแบบด้นสดพร้อมกันหลายคนของนิวออร์ลีนมาใช้ แนวนี้ค่อยๆก่อตัวมาตั้งแต่กลางทศวรรษที่ห้าสิบ แต่ไปเริ่มนับเอาวันที่ออร์เน็ต โคลแมน (Ornette Coleman) นำวงของเขาไปเล่นที่บาร์ไฟฟ์สปอต (Five Spot) นครนิวยอร์ก เมื่อปี 1959 นักดนตรีแตกแยกความคิดเป็นสองฝ่าย ถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบมาจนถึงทุกวันนี้

ฟรีแจ๊สเป็นแนวที่คนฟังรับได้ยากที่สุดในบรรดาแนวแจ๊สทั้งหมด ไม่มีอะไรเป็นหลักให้ยึดได้เลย เหมือนกับการเล่นมั่วไปคนละทาง หาชุด Song X ของแพ็ท เมธีนี (Pat Metheny) มาฟังดู แล้วจะได้ไอเดียว่า ฟรีแจ๊สมันเป็นยังไง













ดนตรีร็อก, โซล และพ็อพ เข้าครอบครองตลาดแผ่นเสียงอย่างเต็มที่ในช่วงทศวรรษที่หกสิบ มีนักดนตรีแจ๊สหลายคนพยายามเอาดนตรีเหล่านี้มายำใหญ่กับแจ๊ส แต่ก็ออกมาไม่เข้าท่าสักที จนกระทั่งไมล์ เดวิส ออกอัลบั้มชุด In A Silent Way เมื่อปี 1969 วงการถึงจะยอมรับว่าเป็นจุดกำเนิดอย่างทางการของดนตรีฟิวชั่น ไมล์ผสมร็อกและแจ๊สออกมาได้ความสวยงามที่สมดุลอย่างน่าพึงพอใจที่สุด









ไมล์และลูกทีมเก่าของเขาอย่าง เฮอร์บี้ แฮนคอก (Herbie Hancock), ชิก โคเรีย (Chick Corea), โจ ซาวินัล (Joe Zawinul), เวย์น ชอร์เตอร์ (Wayne Shorter) และจอห์น แม็กลัฟลิน (John McLaughlin) ช่วยกันทำให้ฐานฟิวชั่นหนักแน่น มั่นคง เป็นแนวหลักอีกอันหนึ่งของแจ๊ส ที่ปรับตัวไปตามสมัย แม้จะโดนมองด้วยความสงสัยในเจตนารมณ์ตอนแรกว่า มุ่งหวังในทางการค้าก็ตาม

เมืองไทยในวันนี้พอจะมีแจ๊สทุกสไตล์ให้ซื้อหามาฟังกันตามใจชอบ แม้จะไม่มากมาย แต่ก็ไม่ถึงกับขาดแคลนเหมือนเมื่อวานนี้ ขอขอบคุณคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ไม่หยุดยั้งในการแสวงหาสิ่งที่ดีกว่ามาจรรโลงชีวิต





( ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือ BMW “เพื่อคุณ” ปีที่สอง ฉบับที่ 7/ 2530)



Thursday, January 13, 2011

Berklee: Ear Training 1


อวกกลับไปเรื่อง Aural Training สักหน่อย เพราะมีคนโทรไปถามกันมาก แล้วผมจะย้อนกลับมาเขียนเรื่องเพลงสแตนดาร์ดต่อ หรืออาจจะสลับกันไปตามความเหมาะสม

หลังจากเริ่มต้นด้วยการท่องเพลงกันมาหลายเดือน จำเพลงจนขึ้นใจทั้งเพลงนับสิบเพลง เราก็มาถึงระดับขั้นต่อไปของการฝึก Aural Training ที่ผ่านมาเราฝึกกันแบบคนไม่รู้โน้ตเลย ใช้หูรับฟังและจดจำเสียงที่เราได้ยิน แล้วถ่ายทอดโดยการร้องออกมาไม่ให้ผิดเพี้ยนจากที่ได้ยิน แต่ในขั้นตอนต่อจากนั้น ก็จะเริ่มมีเรื่องของทฤษฏีดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว

คนที่มาเรียนเรื่อง Aural Training โดยปกติแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่อยู่ในระดับกลางขึ้นไป คือ มีความรู้ทางทฤษฎีดนตรีพอสมควรแล้ว ในขณะที่ผมกำลังจะแนะนำถึงการฝึกขั้นต่อไป และจั่วหัวตั้งชื่อเรื่องไว้เรียบร้อยแล้ว ก็มานึกขึ้นได้ว่า แล้วเขาจะรู้เรื่องกันทุกคนหรือ?

ครับ, ผมนึกถึงคนอ่านโน้ตไม่ออกก่อนใครเพื่อน พวกรู้แล้ว ให้รอไปอีกหน่อย คิดว่าเป็นการทวนของเก่าก็แล้วกัน บางทีอาจจะเป็นการเรียนซ้ำในเนื้อหาเดิม แต่ด้วยมุมมองแตกต่างออกไป ก็ทำให้เกิดปัญญาเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งก็มีตัวอย่างของจริงมาเล่าให้ฟัง

ในชั่วโมงแรกของทุกคนที่มาเรียนกับผม จะเริ่มต้นจากบทที่หนึ่ง เรื่องเมเจอร์สเกลเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะมีพื้นฐานเดิมมาระดับไหน เป็นการปรับให้ตัวผู้เรียนเข้ากับระบบหลักสูตร ทบทวนและทดสอบไปในตัวสำหรับผู้ที่อ้างว่ามีพื้นมาแล้ว จะไล่ไปเรื่อยๆ จนสะดุดในหัวข้ออะไร ก็จะหยุดเน้นสอนหรือซ่อมในจุดนั้น แล้วไปต่อ จนถึงจุดสุดภูมิปัญญาของเขา ซึ่งโดยทั่วไปก็ประมาณ 3 – 4 บท

เท่าที่ผ่านมาผมยังไม่เคยเจอคนไหน ที่ผ่านบทที่ 1 โดยไม่สะดุดเลย แม้แต่ 1 คน เคยมีนักดนตรีเล่นอาชีพมานานเป็น 10 ปี เขาบอกว่าเคยเรียนอเรนจิ้งคอร์สจากสถาบันดังมาแล้ว แต่หลังจากได้เรียนชั่วโมงแรกผ่านไป เขาสารภาพว่า รู้สึกโล่ง เห็นความสว่าง ได้คำตอบไขข้องใจที่มืดมนมานานหลายปี

หลักสูตรทฤษฏีดนตรีของอาจารย์เฒ่า ที่แพร่หลายอยู่ใต้ดินมานาน กำลังจะโผล่ขึ้นมาให้สาธารณะชนได้รับรู้กันอย่างเป็นทางการเสียที ในเวอร์ชันที่อัพเดทปรับปรุงใหม่ และดีกว่าเดิม

คนที่เริ่มต้นวันนี้ มีโอกาสที่จะเรียนให้ทันคนที่รู้โน้ตอยู่แล้วได้ อย่างที่เขาว่า ความรู้เรียนทันกันหมด และอาจจะแซงหน้าเลยไปด้วยซ้ำ ถึงคิวของคนไม่รู้โน้ต ต้องมาเรียนโน้ตกันแล้ว จะหลีกเลี่ยงไม่เอาอีกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ถ้าต้องการรู้ให้ลึกซึ้งและลึกล้ำกว่าที่เป็นอยู่นี้ ซึ่งก็ไม่ได้ใช้เวลามากไปกว่าที่มัวไปโง่อยู่เสียนาน

มีคนอ่านคอลัมน์นี้โทรไปหาผม ขอคำปรึกษา แนะนำ เรื่องวิธีการฝึก การเรียน มีหลายคนที่ไม่มีความรู้ทางทฤษฏีดนตรีเลย บางคนก็รู้แบบงูๆปลาๆ บางคนเป็นนักดนตรีที่เล่นมานานแล้ว แต่ก็ยังวนอยู่ในอ่าง ถึงทางตัน เพราะเขาเล่นกอปปี้จากต้นแบบ(เทป, ซีดี, วิดีโอ) คิดสร้างเองไม่เป็น ผมก็ได้แนะนำให้ไปหัดอ่านโน้ตให้ออก เป็นขั้นตอนแรก โดยให้ข้อเปรียบเทียบไปว่า มันก็เหมือนกับความรู้ทั่วไปนั่นแหละ ถ้าเราอ่านหนังสือไม่ออก เราจะไปค้นหาเรียนรู้อะไรมันก็ยากกว่าคนที่รู้หนังสือ ถ้าเราอ่านโน้ตได้ เราก็จะมีแหล่งความรู้ให้ค้นคว้ามากมาย เกิดมาอีกสิบชาติก็ยังมีอะไรให้เรียนได้ไม่รู้จบ

ปัญหาหนักหนาอย่างหนึ่งสำหรับคนที่เล่นดนตรีเป็นแล้ว ต้องย้อนกลับมาเริ่มต้นหัดอ่านโน้ตใหม่ อย่างเช่น เราเล่นกีตาร์ได้คล่องแล้ว ต้องกลับมานั่งดีดโน้ตทีละตัว เคาะนับจังหวะ เหมือนเด็กหัดใหม่ มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย ซึ่งตัวผมเองก็เจอมาแล้ว เป็นสิ่งที่หนักหนาสาหัสเอาเรื่อง แต่ก็ต้องกัดฟันสู้ เพราะเราต้องการพัฒนายกระดับตัวเอง

วิธีแก้ปัญหาให้การหัดอ่านโน้ตเป็นเรื่องไม่น่าเบื่อ ท้าทายและได้ทักษะทางดนตรีเพิ่มเติมอีกด้วย แทนที่จะไปหาตำราฝึกหัดกีตาร์เบื้องต้นมาให้นักกีตาร์ ผมได้แนะนำ(ยัดเยียด, กำหนด)ทางเลือก ให้คนที่มาเรียนส่วนตัวกับผม ให้ลองเรียนวิชา Ear Training ตามแบบหลักสูตรของ Berklee College Of Music ที่ผมเคยเรียนมาแล้วและได้ใช้สอนอยู่ด้วย ซึ่งใช้หลักการของระบบ Sol-Fege สำหรับร้อง Sight Singing แต่ได้ดัดแปลงแบบฝึกหัดให้สอดคล้องไปกับแนวดนตรีร่วมสมัย


ประโยชน์ที่ได้จากการเรียนวิชานี้ คือ



1. เราจะได้เรียนรู้การอ่านโน้ต 2 กุญแจ คือ Treble Clef(G Clef) และ Bass Clef(F Clef) ในระบบ Moveable Doh



2. เพ็ทเทิร์นสำหรับ Conducting ในบทเพลงอัตราจังหวะ 4/4 และ 3/4



3. ทักษะในทางปฏิบัติอัตราโน้ตพื้นฐานทั่วไปในเพลง Pop



4. สามารถร้องหรือฮัมทำนองเพลงจากหนังสือโน้ตเพลง ในคีย์เมเจอร์ ได้ถึง 5 คีย์ ( C, F, Bb, G และ D) โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องดนตรีช่วย



5. สามารถบันทึกเพลงง่ายๆ ที่ได้ฟังจากเทป เป็นตัวโน้ตได้



6. เรียนรู้ถึงโครงสร้าง รูปแบบฟอร์มเพลงทั่วไป




นั่นคือ ความรู้ที่จะได้หลังจากเรียนจบ Ear Training 1 คอร์สสำหรับ 16 สัปดาห์ ซึ่งปกติจะใช้เวลาเรียนกันประมาณ 2 – 6 เดือน ขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ของผู้เรียน ซึ่งจะเห็นว่าการเรียนคอร์สนี้ มีประโยชน์สำหรับผู้เรียนมาก เป็นการปูพื้นฐานความรู้เบื้องต้นทางดนตรี เพื่อที่จะศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไป หรือใช้สำหรับหัดเล่นเครื่องดนตรี หรือขับร้องเพลงก็ได้ ผมมีลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นนักร้องอาชีพ แต่ไม่มีความรู้ทางทฤษฎีดนตรีเลย หลังที่ได้เรียน Ear Training 1 ประมาณ 2 เดือน ก็พออ่านโน้ต ร้องออกมาเป็นทำนองและเขียนโน้ตได้บ้าง และเริ่มแต่งเพลงง่ายๆได้ โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องดนตรีช่วย หลังจากนั้น เมื่ออยากจะหัดเล่นกีตาร์ ก็เล่นได้ฉลุย มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อเรามีความรู้เรื่องโน้ต เข้าใจเรื่องอัตราส่วนจังหวะแล้ว ก็จะมีเรื่องต้องพะวงเพียงแค่ ทำความคุ้นเคยกับเครื่องดนตรีเพียงอย่างเดียว แทนที่จะต้องเผชิญปัญหา ตั้งแต่ตาดูโน้ต ว่าเป็นตัวอะไร? มีกี่จังหวะ? แล้วนิ้วมือซ้ายมันต้องกดช่องไหน? นิ้วมือขวาหรือปิ๊กจะต้องดีดสายอะไร? หรือถ้าจะไปหัดเล่นเปียโนหรือคีย์บอร์ด ก็ได้ประโยชน์จากการอ่านโน้ตได้ทั้งสองกุญแจแล้ว จะไปเรียนทางทฤษฏี, ฮาร์โมนี หรืออเรนจิ้ง ก็ได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เคยผ่าน Ear Training

ในส่วนเพิ่มเติม ผมขอแนะนำให้ไปค้นคอลัมน์ย้อนหลังของอาจารย์ปู่ เกี่ยวกับเรื่อง Ear Training ลองศึกษาดู ท่านสอนไว้ดีมาก ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ก็ต้องไปสมัครเรียนโดยตรงกับตัวอาจารย์ปู่

ในความเห็นของผม การเรียน Ear Training ด้วยตัวเองนั้น เป็นเรื่องยากมาก มีโอกาสหลงทางสูงมาก ถ้าทำผิดๆไปแล้ว จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี การฝึกด้วยตัวเองโดยไม่มีคนช่วยแนะนำ ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้ายเลย ขนาดสอนกับตัวต่อตัว ยังต้องแก้ไขกันตลอดเวลา เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก หลุดไปนิดเดียว ก็มีสิทธิเข้ารกเข้าพง เข้าป่าหายสาบสูญ สุดที่จะกู่ให้กลับมาได้

ดีที่สุด ก็คือ เรียนโดยตรงกับครูที่รู้จริง





(ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร Overdrive ฉบับที่ 91 กุมภาพันธ์ 2006)