Monday, March 31, 2014

Paco de Lucia



ปาโก เดอ ลูเซีย เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย ขณะที่กำลังเล่นอยู่กับลูกบนชายหาดที่เม็กซิโก ในช่วงพักผ่อนกับครอบครัว เขาสิ้นใจในระหว่างที่กำลังเดินทางไปโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2014 ด้วยวัยเพียง 66 ปี 



ผมเพิ่งจะเขียนเรื่องราวของสุดยอดนักกีตาร์เฟลเม็นโกคนนี้ไปเมื่อไม่นานมานี้ จึงถือโอกาสขอนำมาไว้อาลัยการจากไปของเขา ณ ที่นี้ด้วยครับ



            เฟลเม็นโกเป็นศิลปะที่หลอมรวม การเต้นระบำและดนตรีที่ลงตัวของชนเผ่ายิปซีแห่งแคว้นอันดาลูเซีย ทางตอนใต้ของสเปน ศิลปะพื้นบ้านของดินแดนกระทิงดุนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เฟลเม็นโกได้รับการเชิดชูยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซแห่งมุขปาฐะและมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งมนุษยชาติ (Masterpieces of the Oral and Intangible Heritage of Humanity) ในปี 2010



ปาโก เดอ ลูเซีย (Paco de Lucia) เป็นศิลปินเฟลเม็นโกคนสำคัญที่สุด ผู้นำแห่งดนตรีเฟลเม็นโกสมัยใหม่ เป็นศิลปินสไตล์นี้คนแรกที่ขยายขอบเขตเข้าไปในแจ๊สและคลาสสิก รวมทั้งดนตรีทั่วไปด้วย เขาเกิดที่เมืองเล็กๆในถิ่นชนเผ่ายิปซี จังหวัดกาดิซ แคว้นอันดาลูเซีย ทางใต้สุดของประเทศสเปน (เกิด 21 ธันวาคม 1947 Algeciras, Spain) ชื่อจริงตามสูติบัตร Francisco Sanchez Gomez เขาเป็นลูกชายคนสุดท้องของพี่น้อง 5 คน ของคุณพ่อนักกีตาร์ Antonio Pecino Sanchez และ Lucia Gomez แม่ชาวปอร์ตุเกส ซึ่งเขาได้เอาชื่อแม่มาใช้เป็นชื่อในวงการ



อันดาลูเซียคือศูนย์กลางของศิลปะเฟลเม็นโก ปาโกนับว่าเกิดถูกที่ถูกทางสำหรับคนที่จะเป็นจอมยุทธแห่งเฟลเม็นโกในภายภาคหน้า เขาได้เรียนรู้ภาษาดนตรีเฟลเม็นโกโดยธรรมชาติ จากสิ่งแวดล้อมที่คลุกคลีกับพวกยิปซี ลานบ้านเล็กๆของพ่อเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของนักดนตรีที่ไม่เคยเงียบเหงา ไม่เคยว่างเว้นจากแขกขาประจำ ผู้แวะมาสนทนาด้วยภาษาดนตรีอย่างไม่ขาดสาย ปาโกซึมซับเสียงเพลงที่กระหึ่มกรอกหูอยู่ทุกวัน ผ่านผิวหนังเข้าเนื้อไปหลอมรวมในสายเลือด จนมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งขององคาพยพของเขา ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเตรียมความพร้อมแล้ว ต่อมาเมื่อได้หัดเล่นกีตาร์โดยมีพ่อและพี่ชายเป็นคนสอน ก็ได้ฉายแววส่องประกายเจิดจ้า ให้พ่อได้รับรู้ถึงความเป็นเพชรเม็ดงามของลูกชายคนเล็ก



            คุณพ่อผู้มองการณ์ไกล เล็งผลเลิศ จัดวางแผนเจียระไนลูกชายด้วยหลักสูตรจัดเต็มตั้งแต่อายุ 8 ขวบ บังคับให้ปาโกน้อยเล่นกีตาร์อย่างเอาเป็นเอาตายวันละ 12 14 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ใดๆทั้งสิ้น แถมบางครั้งเจ้าหนูปาโกผู้น่าสงสาร ยังโดนพ่อตามไปลากเอาตัวออกมาจากโรงเรียน เพื่อให้กลับไปซ้อมกีตาร์ที่บ้านอีกต่างหาก ในช่วงวางพื้นฐานอย่างเข้มข้นนี้ ปาโกชื่นชมนักกีตาร์นิโญ ริคาร์โด (Niño Ricardo) เป็นศิลปินในดวงใจ และได้ลอกเลียนสไตล์การเล่นของริคาร์โด จนฟ้องออกมาในสำเนียงกีตาร์ของเขา



            ด้วยพรสวรรค์และพรแสวงทำให้ปาโกฝีมือรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ได้เปิดตัวโชว์ทางรายการวิทยุตอนอายุ 11 ขวบ และอีกหนึ่งปีต่อมาได้รางวัลพิเศษจากการเข้าแข่งขันในงานประกวดนักกีตาร์เฟลเม็นโก เป็นที่ฮือฮากันมากจนได้รับฉายาเด็กมหัศจรรย์ ต่อมาในปี 1964 โฮเซ เกรโก (José Greco) นักเต้นระบำเฟลเม็นโกชื่อดังแห่งนิวยอร์ก ได้ชวนเขาเข้าร่วมทีมไปแสดงที่อเมริกา ยามที่มีรายได้จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ทำให้ปาโกหวนนึกถึงเวลาที่พ่อเมากลับบ้านหลังเลิกงาน เหลือแค่เศษเงินติดอยู่ในกระเป๋า ครอบครัวต้องอยู่กันอย่างลำบากตอนวัยเด็ก เมื่อได้เงินค่าตัว เขาจึงรีบซื้อจาน ชาม หม้อ กระทะ ทำอาหารทานเองในห้องพักโรงแรม แล้วทำหน้าที่ลูกกตัญญูส่งเงินที่เหลือทั้งหมดให้แม่ที่สเปน



ในช่วงที่อยู่อเมริกาปาโกได้เจอกับซาบิกัส (Sabicas) เจ้าของฉายา King Of The Flamenco Guitar นักกีตาร์เฟลเม็นโกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคในตอนนั้น ซึ่งได้แนะนำให้ดาวรุ่งดวงใหม่ สลัดตัวเองให้หลุดพ้นออกจากคราบของริคาร์โดที่ครอบงำตัวเขาอยู่ ให้พยายามสร้างสไตล์ของตัวเอง ซึ่งปาโกได้น้อมรับคำชี้แนะ นำไปปฏิบัติจนหนุนส่งให้เขาก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในอาชีพในเวลาต่อมา  



ตอนปลายทศวรรษหกสิบเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของดนตรีหลายสไตล์ ปาโกได้โคจรมาพบกับคามารอน เด ลา อิสลา (Camaron de la Isla) หนุ่มยิปซี นักร้องเฟลเม็นโกรุ่นใหม่ ที่โต๊ะสนุ๊กเกอร์กรุงแมดริด มิตรภาพที่เกิดจากการมาสอยคิวด้วยกันครั้งแรกนี้ ต้องบันทึกให้เป็นวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งของดนตรีเฟลเม็นโก นับได้ว่าเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญ ที่พลิกเปลี่ยนโฉมสู่ยุคใหม่ของดนตรีที่สืบทอดต่อเนื่องกันมายาวนานนี้



สองหนุ่มไฟแรงผู้ร้อนรุ่ม อึดอัดเหมือนโดนขังอยู่ในกรอบแคบ ด้วยจารีตที่คนรุ่นก่อนกำหนดให้ปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด พวกเขาจึงร่วมกันระดมความคิดวางแผนแหกคุกโบราณ ช่วยกันทุบ เจาะทะลุทะลวงกำแพง ปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลงกฏระเบียบของเฟลเม็นโกให้ทันสมัย ด้วยสิ่งแปลกปลอมจากดนตรีร่วมสมัยรอบๆตัว แล้วทั้งคู่ก็ได้ร่วมสร้างผลงานต้นแบบออกมาด้วยกัน 10 อัลบั้ม ในช่วงเวลา 10 ปี ตั้งแต่ ปี 1968 1977 ซึ่งช่วยเสริมสร้างบารมีให้เป็นที่ประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของสองเสือจากอันดาลูเซีย ก่อนถึงทางแยกแห่งความฝัน ที่ต่างคนต่างเดินไปคนละเส้นทาง ปาโกยังต้องการบุกผจญภัยไปนอกขอบเขตแดนดนตรีเฟลเม็นโก ในขณะที่คามารอนเพลิดเพลินกับความเป็นซูเปอร์สตาร์ ใช้ชีวิตเปลืองตัว ตกเป็นทาสยาเสพติด นำไปสู่จุดจบก่อนถึงวัยอันสมควรอย่างน่าเสียดาย




 
 
            ปาโกยังสร้างสรรค์ผลงานเดี่ยวของตัวเองควบไปด้วย ในช่วงที่ปั่นผลงานคู่กับคามารอน ด้วยความฝันที่ไม่หยุดเพียงแค่นั้น บวกกับจินตนาการที่ยังบรรเจิด แตกหน่อ แตกกอ แตกยอดใหม่ออกไปจากพุ่มเก่า แล้วเขาก็คลำถูกเป้า เข้าทางตลาด โดยไม่คาดฝัน จากอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ห้า Fuente y Caudal ในปี 1976 เมื่อเขาคัดเพลง Entre Dos Aguas ในลีลาจังหวะรุมบ้า ซึ่งเป็นความแปลกใหม่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ดนตรีเฟลเม็นโก ออกมาเป็นแผ่นซิงเกิ้ล แฟนเพลงติดใจชื่นชอบกับสีสันใหม่นี้ ดันยอดขายพุ่ง จนฮิตติดชาร์ตในสเปน และต่อมาได้ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในเพลงบรรเลงกีตาร์ยอดนิยมแห่งทศวรรษด้วย 












ปาโกเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับอินเตอร์แล้ว และเมื่อเขาไปเป็นแขกรับเชิญในเพลง Mediterranean Sundance ให้กับอัลบั้มชุด Elegant Gypsy (1977) ของ Al DiMeola นักกีตาร์แจ๊สฟิวชั่นระดับแนวหน้า ทำเอาแฟนเพลงแจ๊สจำนวนไม่น้อย เอนเอียงเข้าหามนต์เพลงเฟลเม็นโก รวมทั้งตัวผมเองที่ได้มีโอกาสฟังฝีมือของเขาเป็นครั้งแรกจากเพลงนี้ และต่อมายังได้ดูตัวเป็นๆ ตอนต้นเดือนธันวาคม 1981 เมื่อปาโกเข้าร่วมอยู่ในทีมรวมดารา The Guitar Trio ออกทัวร์กับ John McLaughlin และ Al DiMeola โชว์ฝีมือกีตาร์โปร่งในระดับเดซิเบลไม่ทำร้ายหูคนฟัง ซึ่งยิ่งตอกย้ำความประทับใจในตัวปาโกให้มากขึ้นไปอีก วงรวมดาวนี้มีผลงานร่วมกัน 3 อัลบั้ม Friday Night in San Francisco (1981), Passion, Grace and Fire (1983) และ Guitar Trio (1996) ใครที่อยากฟังกีตาร์โปร่งระดับเทพ ไม่ผิดหวังครับ






หลังจากลองของผสมผสาน ปรุงรสเฟลเม็นโกกับแนวดนตรีอื่น ปาโกย้อนกลับมาเล่นเฟลเม็นโกแท้ๆ ในอัลบั้ม Siroco (1987) พร้อมกับยืนยันจุดยืนของตัวเอง



ผมไม่เคยทิ้งรากเหง้าในดนตรีของผม เพราะมันจะทำให้ผมสูญเสียความเป็นตัวเอง สิ่งที่ผมพยายามทำอยู่ คือมือหนึ่งยึดของเก่าไว้ และอีกมือหนึ่งคุ้ยเขี่ย ขุดค้นหาสิ่งใหม่มาเติม



ศิลปินพื้นบ้านผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ไม่ประสาในตัวเขบ็ตที่บันทึกในกระดาษ เจอความท้าทายอีกครั้ง เมื่อมีคนมาติดต่อให้เขาไปเล่น Concierto de Aranjuez ที่ญี่ปุ่น ปาโกเซ็นสัญญารับงาน แล้วลืมไปเลย จนมานึกขึ้นได้ตอนเหลือเวลาเพียงหนึ่งเดือนก่อนแสดง เขารีบปลีกตัวจากโลกภายนอก พกสกอร์เพลง เทปเพลง และของใช้ส่วนตัว ไปยังบ้านริมหาดในเม็กซิโก ใช้เวลาว่ายน้ำ หาปลากินเอง แล้วหมกมุ่นแกะเพลง ฝึกจนเล่นได้ทะลุปรุโปร่ง จำได้แม่นยำ โดดเด่นด้วยรายละเอียดในสัดส่วนของจังหวะที่นักกีตาร์คนอื่นๆมองข้าม ทำเอาท่านผู้เฒ่ารอดริโก เจ้าของผลงานกีตาร์อันยิ่งใหญ่นี้ ถึงกับออกปากชมเปาะ ชอบอกชอบใจกับการตีความของนักกีตาร์ต่างสายพันธุ์ชาติเดียวกันนี้มาก  







            ในวันนี้ของปาโก เดอ ลูเซีย ยังคงเล่นดนตรีเฟลเม็นโกที่สืบเนื่องต่อจากอดีต และสื่อได้กับคนฟังในปัจจุบัน ด้วยอุดมการณ์ที่แน่วแน่ชัดเจน



ผมไม่ได้เล่นกีตาร์เพื่อตัวเอง แต่เพื่อเฟลเม็นโก ผมไม่ต้องการเป็นดารา หรือเศรษฐี ผมทำงานเพื่อชุมชน เพื่อประเทศ เพื่อดนตรีของผม เพื่อธำรงไว้ซึ่งศิลปะ และผมต้องการทำให้ดนตรีดีขึ้น






 





(ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร Phuket Bulletin ฉบับที่ 136 กันยายน 2013)